ซีรี่ย์จบ...คนไม่จบ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ขอบคุณซีรี่ย์เรื่อง Nashville ที่ทำให้ดิชั้นไม่พลาดซีรี่ย์น้ำดีไปเรื่องนึง
คือดู Nashville แ้ล้วชอบ Rayna James ก็เลยดูว่า Connie Britton เคยเล่นเรื่องไรมามั่งเนี่ย รอวีคละตอนไม่ไหวแล้ว
พอไล่ๆดู มี Friday Night Lights หนึ่งในซีรี่ย์ที่คิดว่าจะดูเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ดูสักที เพราะติดตรงที่มันคือเมกันฟุตบอล คือไม่ชอบกีฬาชนิดเลย เลยไม่ค่อยอยากจะดูเรื่องนี้สักเท่าไหร่
Friday Night Lights เป็นเรื่องเกี่ยวกับโค้ชอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนมัธยม Eric Taylor ได้ย้ายมาเป็นโค้ชให้โรงเรียนมัธยมใน Texas โค้ชก็มีภรรยา(Tami Taylor)และลูกสาว 1 คน (Julie Taylor)
แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไป เมนหลักของเรื่องอยู่ที่ทีมฟุตบอล นักกีฬาในทีม ปัญหาของวัยรุ่น ปัญหาของครอบครัว ปัญหาของคอมมูนิตี้
ชอบความลงตัวของทุกเรื่องราวที่ดำเนินไป ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ และกีฬาฟุตบอล ที่ตรึงผู้คนในชุมชนนี้ไว้
Best Couple ยกให้ Eric-Tami Taylor เป็น Best Couple ตั้งแต่ดูซีรี่ย์มาเลย
สาบานได้ว่า ตั้งแต่ดูมา ไม่เคยลุ้นให้ใครคบกันนอกจอเลย ถ้าไม่ติดที่ Kyle มีภรรยาและลูกอยู่แล้ว เชียร์คู่นี้จริงๆนะ
คือดูตั้งแต่ตอนแรก เค้าแสดงให้เรารู้สึกได้ว่า คู่นี้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ และอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้วจริง
มันคือความลงตัว ความลื่นไหลของการแสดง ที่ำทำให้รู้สึกว่า เรากำลังดูชีวิตครอบครัวของโค้ชเทย์เลอร์อยู่จริงๆ ไม่ได้กำลังดูใครแสดงบทบาทให้ดูอยู่ สุดยอดมาก
(แอบแปลกใจ ตอนที่ดูสัมภาษณ์นักแสดงของเรื่องนี้ ที่ถามว่า คู่นี้ Kyle กับ Connie เคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า เพราะเล่นได้เนียนมาก เค้าบอกว่า เจอกันครั้งแรกก็ในกองถ่าย/เทพจริงไรจริง)
สำเนียง คือเรื่องนี้จะมีนักกีฬาเป็นผิวสีเยอะ ตอนเริ่มดูซีรี่ย์แรกๆ จะมีปัญหากับสำเนียงของคนผิวสีมาก เพราะฟังยาก พอเราเริ่มชินกะสำเนียงผิวสีแอลเอ เราก็มาเจอ ผิวสีเท็กซัส อืมม์ไม่ต้องฟังกันเลย เดากันอย่างเดียวงานนี้ เพราะฟังยากมากถึงยากที่สุด
ปัญหาเรื่องเหยียดผิว ในเรื่องจะพูดถึงคนผิวสีที่เป็นส่วนนึงของชุมชน จริงๆปัญหานี้ไม่ไ้ด้หนักมาก แต่ก็ปฏิเสธมันไม่ได้ว่ามันไม่มี ชอบครอบครัวของ Smash มาก Smash เป็นนักกีฬาผิวสีในทีม ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ทุนการศึกษา ฝันของนักกีฬาโรงเรียน ก็เล่นเพื่อจะได้ทุนการศึกษาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยนี่แหละ ตั้งแต่อนุบาลยันมัธยมเรียนฟรี แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยค่าเทอมโหดมาก
ชอบการเลี้ยงดูของแม่Smash นี่แหละ มีอยู่ตอนนึง เป็นตอนที่ Smash กับแม่ไปขอกู้เงินซื้อบ้าน แล้วเจ้าหน้าที่ไม่อนุมัติบอกให้ติดต่อมาใหม่ แล้ว Smash ก็ระเบิดอารมณ์ แม่ก็สอนลูกตรงนั้นเลย ว่าเป็นคนดำ คนอื่นก็มองเราแย่อยู่แล้ว อย่าแสดงกิริยาอาการให้คนอื่นรู้สึกแย่กับเราเข้าไปอีก ดูแล้วประทับใจจริงๆ
และประทับใจกับการอบรมเลี้ยงดูลูกของคนผิวสีด้วย ถ้าดูซีรี่ย์เมกัน มันจะเห็นความแตกต่างระหว่างครอบครัวคนผิวขาวและผิวสีในการเลี้ยงดูลูก คนผิวสีจะค่อนข้างเหมือนคนไทย แม่จะดุลูก และลูกจะฟัง แต่กับคนขาว บอกตามตรง ว่าไม่ไหวจริงๆ แต่นั่นเค้าอาจจะคิดว่ามันเวิีร์คสำหรับสังคมเค้าก็ได้
ความทุ่มเทในหน้าที่ Tami ทำงานเป็นคล้ายๆครูแนะแนวของไทยนี่แหละ คอยให้คำปรึกษานักเรียนแต่ละคน เรื่องขาดเรียน เรื่องสอบตก เรื่องเรียนต่อ เราชอบความทุ่มเทและความเข้าใจปัญหาวัยรุ่นของ Tami มากๆ ถ้ามีครูแนะแนวอย่างนี้จริงๆ ปัญหาวัยรุ่นคงน้อยกว่านี้มาก
ยิ่งในซีซันห้า ซีซันสุดท้าย ที่ Tami เอาปัญหาที่เจอในการแนะแนวให้นักเรียนในโรงเรียน ไปพูดในงานสัมมนา และก็บอกว่า การที่จะเอาแต่คะแนนมาเป็นเกณฑ์ในการคัดเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มันไม่ถูกต้อง ควรนำสิ่งอื่นๆมาประกอบด้วย แล้วผู้เข้าร่วมสัมมนาก็บอกว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนเหมาะสมจะได้รับคัดเลือก ถ้าเราไม่ดูคะแนนเป็นหลัก Tami ตอบว่า เค้าคุยกับเด็กทุกคนในโรงเรียน คนอื่นก็อึ้ง คงไม่คิดว่าจะมีครูแนะแนวที่ทุ่มเทขนาดนี้
กีฬากับการเปลี่ยนชีิวิต ในซีซันสี่ มีตัวละครใหม่เข้ามา เนื่องจากโค้ชต้องมาทำทีมใหม่ เพราะเมืองDillon โดนแบ่งออกเป็นสอง โค้ชก็โดนกระเด็นออกจากโรงเรียนเดิมต้องมาเริ่มสร้างทีมใหม่ แล้วก็มีนักเรียนอยู่คนนึง ชื่อว่า Vince เป็นนักเรียนเจ้าปัญหา เพราะโดนทัณฑ์บนไปหลายรอบแล้ว ถ้าโดนอีกรอบคือต้องเข้าคุก ตำรวจก็ให้โอกาสเนื่องจากหมอนี้ีวิ่งไวมาก (คงฝึกมาวิ่งหนีตำรวจ) เลยจับไปให้โค้ช แล้วบอกว่า เอามันไปฝึกเป็นนักกีฬาฟุตบอลซะ ถ้าไม่ยอมเล่นฟุตบอล ก็จะจับเข้าคุกล่ะ Vince ยอม Vince มาจากครอบครัวที่พ่อติดคุก แม่ติดยา ไม่มีอาชีพที่แน่นอน ตัวเองต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อดูแลแม่ เลยต้องลักเล็กขโมยน้อย จนโดนจับบ่อยๆ ตอนหลังเพราะโค้ช ทำให้ตัวเองได้มาเล่นฟุตบอล แล้วพัฒนาฝีมือ จนพาทีมคว้าแชมป์ของรัฐได้สำเร็จ
ประทับตอนสุดท้ายที่ Vince ไปพูดกับโค้ชว่า you change my life. ฟังแล้วมันตื้นตัน
กับคนที่แทบจะไม่มีโอกาสในชีวิต สุดท้ายเค้าได้รับโอกาสนั้น จากกีฬาฟุตบอล
วรรคทอง เรื่องนี้มีคำพูดวรรคทองเยอะมาก ที่ประทับใจคือ Texas Forever เป็นคำพูดที่สั้นๆแต่มันบ่งบอกความหมายทั้งหมดแฝงไว้ในนั้น
Clear eyes,Full hearts,Can't lose. พูดถึง FNL ไม่พูดประโยคนี้ไม่ได้
อ้อแล้วก็ชอบคำพูดปลุกใจของโค้ชมาก มันมีความสำคัญจริงนะ คำพูดปลุกใจ ไม่ต้องพูดพล่าม ไม่ต้องพูดยาว พูดสั้นๆ แต่ปลุกใจลูกทีมได้ โค้ชเทย์เลอร์สุดยอด
ตอนประทับใจ ชอบตอนที่ Tami พูดเีกี่ยวกับ Eric ในตอนท้ายของซีซันหนึ่ง ที่พูดว่า เค้าอยู่กับฟุตบอลตลอดเวลา วันหยุดทำไร นั่งดูเทปแข่งฟุตบอล คือตลอดเวลาอยู่กับฟุตบอล ถ้าคนเป็นภรรยาไม่เข้าใจจริงๆ มีหวังเลิกกันได้ง่ายๆนะเนี่ย แล้วการที่อุทิศ เพราะต้องย้ายตลอดเวลา พอได้งานที่ใหม่ ก็ต้องย้าย ทั้งลูกทั้งเมียก็ต้องยอมเสียสละ ลูกก็ต้องเปลี่ยนสังคมใหม่ ในเรื่องก็บอกว่า ย้ายกันมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ คือเสียสละกันหมด เพื่อความฝันของพ่อในการเป็นโค้ชฟุตบอลเนี่ย
ในเมื่อทั้งลูกทั้งภรรยาเสียสละให้แล้ว ต้องบอกว่า Eric ก็มีความดีมากๆ ตรงที่เป็นคนรักครอบครัวสุดๆ ตอนเพื่อนมาปรึกษาเรื่องมีชู้ Eric ยังด่าเข้าให้ สุดยอดจริง
ตอนท้ายของซีซันสอง มีตอนนึงชื่อว่า Best Man Win ที่เป็นแฟนเก่าของ Tami โผล่มานั่นแหละ โคตรชอบเลย น่ารักดี
สิ่งที่น่าเบื่อ แบบรักไม่ได้เกลียดไม่ลงคือ เจ้า Tim Riggins เบื่อที่ต้องเก็กหน้าตลอดเวลา เหมือนต้องทำหน้าหล่อตลอดเวลา เดี๊ยนรำคาญอ๊ะ แล้วนิสัยก็เข้าใจยาก แต่ยอมรับว่าเป็นคนดีจริง แต่ขอได้มั๊ย ไม่ต้องเก็กหล่อขนาดนั้น -*-
แมทธิว เวลาพูด อ้าปากนิดนึงไม่มีใครว่าหรอก คือเค้าพูดแบบมันจะพรวดๆๆๆๆๆๆ ไม่ค่อยขยับปาก เลยทำให้ฟังยาก แต่ก็พอจะดำน้ำฟังรู้เรื่องอยู่ ยอมรับอย่างหนึ่งว่าแมทธิวต้องคู่กับจูลี่จริงๆ คู่กะใครไม่ได้ล่ะ คู่นี้เหมาะสมกันดี คนที่เล่นเป็นย่าก็เล่นดี ตอนซีซันแรกที่แมทธิวต้องปลอมเสียงเป็นปู่ เพื่อปลอบใจย่าน่ะ เกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวน่ะ ซึ้ง T^T
ไทร่า ชอบตรงที่พยายามเปลี่ยนตัวเอง ถีบตัวเอง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ภายใต้ครอบครัวแบบนั้น ก็ยอมรับนะ ว่าถ้าจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองได้ เอาชนะแรงต้านทานได้ มันยากนะ แต่ไทร่าทำได้ ด้วยคำแนะนำของ Tami ชื่นชมTami ตรงจุดนี้จริงๆ
เจสันกะไลล่า ไม่ค่อยชอบทั้งคู่ แต่สงสารเจสันนะ สงสารคนเล่นด้วย อุตส่าห์ได้เล่นเป็น QB ตัวสำคัญ แต่ดั๊นประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ตอนแรกของเรื่อง กรรมจริง ส่วนไลล่า เอาเหอะ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
ชีวิตวัยรุ่นเมกัน ดูตอนที่ขับรถไปแมกซิโก เห็นแล้ว ขนาดดิชั้นอายุขนาดนี้ ให้ไปทำอย่างนั้นทำไม่ได้แน่ๆ ทำไมเค้ากล้ากันจัง โตกันเร็วเนอะ
สรุปๆ Friday Night Lights เป็นซีรี่ย์น้ำดีอีกเรื่อง ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ
ป.ล. รู้สึกว่า ให้กลับไปดู Nashville คงไม่อินกะ Rayna James แล้ว ฮ่าๆ ตอนนี้ชอบ Tami Taylor มาก และแทบจะพูดว่า Y'all ตลอดเวลา ก๊ากๆ
เข้าใจ Hayden แล้ว ที่บอกว่าตอนเล่น Nashville เวลามีฉากปะทะคารมกะ Connie พอผู้กำกับสั่งคัท ตัวเองต้องขอโทษทุกครั้ง เพราะเค้าบอกว่า เค้าเป็นแฟนซีรี่ย์ Friday Night Lights
มาเติมความรู้ท้ายบทความกันหน่อย
Y'all เป็นสำเนียงของทางใต้ มันมาจาก You all แต่เค้าพูดย่อๆเป็น Y'all ซึ่งสำเนียงเมกันเนี่ย หลักๆคือทั่วๆไปที่เราจะได้ยินจากหนัง จากภาพยนตร์ มันจะมีสำเนียงใต้ ที่จะโดดเด่นอีกสำเนียงนึง
ซึ่ง ต้องคนที่ฟังภาษาอังกฤษได้ระดับหนึ่ง จะเริ่มแยกสำเนียงออก สำเนียงใต้ มันจะน่ารักๆ พูดยานๆหน่อย น่ารักดี เวลาดูซีรี่ย์ที่พูดสำเนียงใต้จะรู้สึกถึงความเหน่อ เหมือนเวลาเราดูละครไทยพูดสำเนียงสุพรรณฯก็ไม่ปาน
ถ้าอยากดูซีรี่ย์ที่พูดสำเนียงใต้อีกเรื่อง แนะนำเรื่อง Hart of Dixie เรื่องนี้พูดใต้กันทั้งเรื่องเลย น่ารักแบบบ้านนอกๆเมกันดีค่ะ
American's Football คนเมกัน เค้าจะเรียกกีฬาคนชนคนว่า อเมริกันฟุตบอล เค้าเรียกของเค้าว่าฟุตบอล มันไม่เหมือนฟุตบอลแบบที่คนไทยคลั่ง ถ้าฟุตบอลแบบนี้ อย่าเผลอไปเรียกให้เมกันชนฟังล่ะ เค้าจะเข้าใจว่าเป็นคนชนคน แบบที่ใส่หมวกกันน๊อค มีที่กันกระแทกในเสื้อตัวใหญ่ๆนั่นอ่ะ แบบพวกวิ่งถือลูก วิ่งแล้วโดนทับล้มแล้วหยุดๆ อันนี้เมกันเค้าเรียกว่าฟุตบอล
แต่ไอ้ฟุตบอลแบบที่คนไทยฮิต แบบ 11 คน วิ่งแย่ง เขี่ยลูกบอลลูกเดียว ห้ามเอามือโดนลูก เดี๋ยวจะเป็น hand of god ไปซะฉิบ แบบนี้เมกันเค้าจะเรียกว่า Soccer
ดังนั้น เวลาคุยกะคนเมกัน ถ้าเค้าพูดว่าฟุตบอล ให้นึกถึงศึกคนชนคน แบบใส่หมวกกันน๊อค แล้วถ้าเราอยากจะคุยเรื่องกีฬา่ฟุตบอลแบบคนไทยฮิต ให้เรียกว่า Soccer จะได้เข้าใจกันถูกต้อง
Soccer ที่เมกา มันจะฮิตในหมู่ผู้หญิง กลายเป็นกีฬาที่ผู้หญิงเล่น
แล้วจากในเรื่อง เราจะสังเกตว่า Texas น่าจะมีพวกลาตินอยู่เยอะ เพราะติดชายแดนแมกซิโกเลย แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นลาติโน่เล่นฟุตบอล มีโผล่มาในซีซันสองคนเดียว
เราเดาเอาเองว่า พวกลาติโน่ น่าจะชอบsoccer มากกว่า
Showing posts with label series. Show all posts
Showing posts with label series. Show all posts
Tuesday, November 20, 2012
Friday, August 24, 2012
The Newsroom แนะนำซีรี่ย์อย่างเป็นทางการ
The Newsroom น่าจะเป็นซีรี่ย์ของปีนี้ที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะชื่อของ Aaron Sorkin แท้ๆ
เพราะเรื่องนี้คือผลงานล่าสุดของ Sorkin
Sorkin เคยฝากผลงานไว้เป็นที่จดจำคือ The West Wing คอซีรี่ย์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่น่าจะพลาด (ถ้าชอบแนวนี้)
หรือ The Social Network ผลงานหนังที่กวาดรางวัล (อ่านมาผ่านๆว่าได้รางวัลจากเรื่องนี้ แต่เนื่องจากเราไม่ได้ดูหนัง เรื่องนี้เลยยังไม่ได้ดู)
เรื่องย่อ The Newsroom หรือ ห้องข่าว (ชื่อตรงๆเลย ฮ่าๆ)
เป็นเบื้องหลังของรายการข่าวภาคกลางคืนของช่องข่าวเคเบิ้ลที่ชื่อว่า ACN
มีผู้ประกาศข่าวชื่อดังคือ Will McAvoy (นำแสดงโดย Jeff Daniels) ซึ่งมีเรตติ้งเป็นอันดับสอง
การนำเสนอข่าวของเรื่องนี้ นำเอาเหตุการณ์จริงมาเสนอ ในมุมมองของคนทำข่าวเบื้องหลัง
ตอนแรกเป็นการนำเสนอเรื่องท่อส่งน้ำมันของ BP oil ระเบิดนอกชายฝั่ง (ปี 2010)
และยังมีข่าวอื่นๆที่เด่นๆ เช่น การจับตายโอซาม่า บินลาเดน , การชนะการเลือกตั้งกลางเทอมของรีพลับบลิกัน , การเสียดสี Tea Party , หรือข่าวส.ส.หญิง โดนยิง , การประท้วงในอียิปต์ และอีกหลายๆข่าว
พร้อมกับการเมืองภายในของช่องเอง เรื่องที่ผู้บริหารสถานีไม่พอใจการนำเสนอข่าว Tea Party และหาเรื่องจะไล่ Will ออก
นอกจากเรื่องข่าวแล้ว เรื่องความสัมพันธ์ของทีมงานก็น่าสนใจ
ซีรี่ย์เรื่องนี้ลงตัวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ฉายทางช่อง HBO ในช่วงซัมเมอร์(สำหรับเมืองไทย ทรูฉายนะคะ แต่ไม่รู้ว่ามีซับไทยรึเปล่า)
ซีซัน 1 มีทั้งหมด 10 ตอน วันจันทร์ที่จะถึงนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว
ซีซัน 2 ได้รับการ renew อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้ฉายตอนแรก
น่าจะเป็นเพราะการเปิดตัวได้อย่างอื้อหือ ด้วยคลิปนี้
ดูผลงานของ Sorkin ต้องทำใจไว้อย่างว่า มันมีลูกเล่นของภาษา ความคมคายของบทสนทนาระหว่างตัวละคร เป็นซีรี่ย์ที่ต้องใช้ความพยายามในการดูอย่างสูง คือ 1 แม้จะมีซับอังกฤษดูแล้ว รอบแรก ต้องดูเพื่อทำความเข้าใจว่ามันแปลเป็นไทยว่าอะไร 2 ดูเพื่อทำความเข้าใจว่า เค้าต้องการสื่ออะไร
3 เรื่องเหตุการณ์ข่าวในซีรี่ย์ แม้จะมีข่าวประเทศอื่นๆแทรกบ้าง แต่หลักๆ ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ถ้าไม่ได้ดูข่าว อาจจะงง ใครเป็นใคร โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองของเค้า กฎหมายของบ้านเค้า ที่เราอาจจะไม่เข้าใจ
ดังนั้น จะดูให้สนุก ถ้ามองข้ามความเข้าใจพวกนี้ไปได้ ดูเอาความคมคายการสนทนาของตัวละคร ก็ยังพอสนุกกล้อมแกล้มไปได้อยู่ (เราเป็นพวกหลัง คือข่าวก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ชอบเรื่องของตัวละครมากกว่า การต่อปากต่อคำกัน มันสนุกดี)
แนะนำตัวละครที่น่าสนใจ
Will McAvoy (Jeff Daniels) ผู้ประกาศข่าวทีวี เรตติ้งอันดับสอง Will เป็นคนเก่ง ข้อมูลด้านข่าวในหัวเยอะมาก ด้วยประสบการณ์ของการเป็นผู้ประกาศข่าว แน่นอนว่าสุดยอด แต่เรื่องส่วนตัว เปิดตัวด้วยความเป็นคนไร้หัวจิตหัวใจ ชื่อทีมงานยังจำไม่ได้ หลังจากที่ระเบิดอารมณ์ในคลิปข้างบน Will น่าจะมีอะไรที่คิดได้ ประกอบกับ การได้ EP คนใหม่มาร่วมงาน
McKenzie McHale (Emily Mortimer) Execusive Producer มือรางวัล แต่หายหน้าหายตาไปทำข่าวอยู่อิรัก อัฟกานิสถาน อยู่สามปี แต่ต้องการกลับมาอยู่ห้องข่าว Charlies เจ้านายของ Will เลยเรียกตัวมาทำงาน
McKenzie เป็นอดีตคนรักเก่าของ Will แต่มีเหตุให้ต้องเลิกรากันไป แต่ไม่ได้เลิกกันด้วยดี ก็เลยอาจจะดูแปลกๆเมื่อกลับมาร่วมงานกันใหม่ :)
Sloan Sabbith (Olivia Munn) ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจ ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงดร. ประกาศข่าวอยู่ช่วงสาย ก็โดน MacKenzie เรียกมาช่วยอ่านข่าวเศรษฐกิจในช่วงสองทุ่ม
Jim Harper (John Gallagher) Senior Producer Jim ติดตาม McKenzie ไปทำข่าวภาคสนามที่อิรัก โดนดึงมาทำงานนี้ด้วย
Neal Sampat (Dev Patel) คนเขียนบลอกให้ Will :) เป็นอีกตัวละครนึงที่น่าสนใจ เพราะมีเรื่องแปลกๆมานำเสนออยู่ตลอดเวลา อย่าง The BigFoot เป็นต้น -*-
Margaret Jordan (Alison Pill) หรือ Maggie ผู้ช่วยของ Will และคบอยู่กะ Don (EP คนเก่าของ Will ซึ่งได้ย้ายไปทำข่าวช่วงสี่ทุ่มแทน)
Don Keefer (Thomas Sadoski) อดีตEP ของ Will และเคยร่วมงานกะ MacKenzie มาก่อน ตอนนี้ย้ายไปเป็น EP ของข่าวสี่ทุ่มแทน คบอยู่กะ Maggie
ทิ้งท้ายเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่อ่านมาจากหลายๆที่
นักแสดงส่วนใหญ่ในเรื่องนี้มาจากบรอดเวย์ อ่าน Q&A ของ Jeff บอกว่า นักแสดงบรอดเวย์จะแม่นเรื่องบทมาก
คำถามเรื่องการท่องบท (เอาแค่เราเป็นคนดู ยังรู้สึกว่า บทมันยาวมาก ท่องกันยังไง) Jeff บอกว่าพอได้บทมา ใช้เวลา 7 วันแรก ต้องท่องบทให้ได้ ส่วน 7 วันหลัง คือวันที่ถ่ายทำ
เวลาไปกองถ่าย จะเหมือนทุกคนเป็นบ้า เพราะยืนพูดคนเดียว (กำลังท่องบทอยู่)
ถ้าชอบจริงๆ แนะนำว่าให้ดูคลิปที่ชื่อว่า The Newsroom inside the episode จะเป็นคอมเม้นท์ของ Sorkin ที่พูดถึงแต่ละตอนว่าเป็นยังไง
คำวิจารณ์จากเมืองนอก ในความเห็นเราที่อ่านบทวิจารณ์ทุกตอน จะรู้ึสึกขัดใจ คือส่วนมากเค้าจะบอกว่า มันเกินจริง มันไม่สมจริง มันอย่างงู้นอย่างงี้ คุณพี่หาเรื่องติกันทุกตอน -*-
อ้อ เรื่องที่ติมากๆอย่างเห็นได้ชัดคือ การทำให้แคเรคเตอร์ของตัวละครหญิงดูงี่เง่า (เ่อ่อ เราก็ว่าจริง เพราะทั้ง MacKenzie ทั้ง Maggie ดูแย่จริงๆ ช่วงต้นๆ มี Sloan รอดอยู่คนเดียว)
เพราะเรื่องนี้คือผลงานล่าสุดของ Sorkin
Sorkin เคยฝากผลงานไว้เป็นที่จดจำคือ The West Wing คอซีรี่ย์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่น่าจะพลาด (ถ้าชอบแนวนี้)
หรือ The Social Network ผลงานหนังที่กวาดรางวัล (อ่านมาผ่านๆว่าได้รางวัลจากเรื่องนี้ แต่เนื่องจากเราไม่ได้ดูหนัง เรื่องนี้เลยยังไม่ได้ดู)
เรื่องย่อ The Newsroom หรือ ห้องข่าว (ชื่อตรงๆเลย ฮ่าๆ)
เป็นเบื้องหลังของรายการข่าวภาคกลางคืนของช่องข่าวเคเบิ้ลที่ชื่อว่า ACN
มีผู้ประกาศข่าวชื่อดังคือ Will McAvoy (นำแสดงโดย Jeff Daniels) ซึ่งมีเรตติ้งเป็นอันดับสอง
การนำเสนอข่าวของเรื่องนี้ นำเอาเหตุการณ์จริงมาเสนอ ในมุมมองของคนทำข่าวเบื้องหลัง
ตอนแรกเป็นการนำเสนอเรื่องท่อส่งน้ำมันของ BP oil ระเบิดนอกชายฝั่ง (ปี 2010)
และยังมีข่าวอื่นๆที่เด่นๆ เช่น การจับตายโอซาม่า บินลาเดน , การชนะการเลือกตั้งกลางเทอมของรีพลับบลิกัน , การเสียดสี Tea Party , หรือข่าวส.ส.หญิง โดนยิง , การประท้วงในอียิปต์ และอีกหลายๆข่าว
พร้อมกับการเมืองภายในของช่องเอง เรื่องที่ผู้บริหารสถานีไม่พอใจการนำเสนอข่าว Tea Party และหาเรื่องจะไล่ Will ออก
นอกจากเรื่องข่าวแล้ว เรื่องความสัมพันธ์ของทีมงานก็น่าสนใจ
ซีรี่ย์เรื่องนี้ลงตัวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ฉายทางช่อง HBO ในช่วงซัมเมอร์(สำหรับเมืองไทย ทรูฉายนะคะ แต่ไม่รู้ว่ามีซับไทยรึเปล่า)
ซีซัน 1 มีทั้งหมด 10 ตอน วันจันทร์ที่จะถึงนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว
ซีซัน 2 ได้รับการ renew อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้ฉายตอนแรก
น่าจะเป็นเพราะการเปิดตัวได้อย่างอื้อหือ ด้วยคลิปนี้
ดูผลงานของ Sorkin ต้องทำใจไว้อย่างว่า มันมีลูกเล่นของภาษา ความคมคายของบทสนทนาระหว่างตัวละคร เป็นซีรี่ย์ที่ต้องใช้ความพยายามในการดูอย่างสูง คือ 1 แม้จะมีซับอังกฤษดูแล้ว รอบแรก ต้องดูเพื่อทำความเข้าใจว่ามันแปลเป็นไทยว่าอะไร 2 ดูเพื่อทำความเข้าใจว่า เค้าต้องการสื่ออะไร
3 เรื่องเหตุการณ์ข่าวในซีรี่ย์ แม้จะมีข่าวประเทศอื่นๆแทรกบ้าง แต่หลักๆ ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ถ้าไม่ได้ดูข่าว อาจจะงง ใครเป็นใคร โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองของเค้า กฎหมายของบ้านเค้า ที่เราอาจจะไม่เข้าใจ
ดังนั้น จะดูให้สนุก ถ้ามองข้ามความเข้าใจพวกนี้ไปได้ ดูเอาความคมคายการสนทนาของตัวละคร ก็ยังพอสนุกกล้อมแกล้มไปได้อยู่ (เราเป็นพวกหลัง คือข่าวก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ชอบเรื่องของตัวละครมากกว่า การต่อปากต่อคำกัน มันสนุกดี)
แนะนำตัวละครที่น่าสนใจ
Will McAvoy (Jeff Daniels) ผู้ประกาศข่าวทีวี เรตติ้งอันดับสอง Will เป็นคนเก่ง ข้อมูลด้านข่าวในหัวเยอะมาก ด้วยประสบการณ์ของการเป็นผู้ประกาศข่าว แน่นอนว่าสุดยอด แต่เรื่องส่วนตัว เปิดตัวด้วยความเป็นคนไร้หัวจิตหัวใจ ชื่อทีมงานยังจำไม่ได้ หลังจากที่ระเบิดอารมณ์ในคลิปข้างบน Will น่าจะมีอะไรที่คิดได้ ประกอบกับ การได้ EP คนใหม่มาร่วมงาน
McKenzie McHale (Emily Mortimer) Execusive Producer มือรางวัล แต่หายหน้าหายตาไปทำข่าวอยู่อิรัก อัฟกานิสถาน อยู่สามปี แต่ต้องการกลับมาอยู่ห้องข่าว Charlies เจ้านายของ Will เลยเรียกตัวมาทำงาน
McKenzie เป็นอดีตคนรักเก่าของ Will แต่มีเหตุให้ต้องเลิกรากันไป แต่ไม่ได้เลิกกันด้วยดี ก็เลยอาจจะดูแปลกๆเมื่อกลับมาร่วมงานกันใหม่ :)
Sloan Sabbith (Olivia Munn) ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจ ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงดร. ประกาศข่าวอยู่ช่วงสาย ก็โดน MacKenzie เรียกมาช่วยอ่านข่าวเศรษฐกิจในช่วงสองทุ่ม
Jim Harper (John Gallagher) Senior Producer Jim ติดตาม McKenzie ไปทำข่าวภาคสนามที่อิรัก โดนดึงมาทำงานนี้ด้วย
Neal Sampat (Dev Patel) คนเขียนบลอกให้ Will :) เป็นอีกตัวละครนึงที่น่าสนใจ เพราะมีเรื่องแปลกๆมานำเสนออยู่ตลอดเวลา อย่าง The BigFoot เป็นต้น -*-
Margaret Jordan (Alison Pill) หรือ Maggie ผู้ช่วยของ Will และคบอยู่กะ Don (EP คนเก่าของ Will ซึ่งได้ย้ายไปทำข่าวช่วงสี่ทุ่มแทน)
Don Keefer (Thomas Sadoski) อดีตEP ของ Will และเคยร่วมงานกะ MacKenzie มาก่อน ตอนนี้ย้ายไปเป็น EP ของข่าวสี่ทุ่มแทน คบอยู่กะ Maggie
ทิ้งท้ายเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่อ่านมาจากหลายๆที่
นักแสดงส่วนใหญ่ในเรื่องนี้มาจากบรอดเวย์ อ่าน Q&A ของ Jeff บอกว่า นักแสดงบรอดเวย์จะแม่นเรื่องบทมาก
คำถามเรื่องการท่องบท (เอาแค่เราเป็นคนดู ยังรู้สึกว่า บทมันยาวมาก ท่องกันยังไง) Jeff บอกว่าพอได้บทมา ใช้เวลา 7 วันแรก ต้องท่องบทให้ได้ ส่วน 7 วันหลัง คือวันที่ถ่ายทำ
เวลาไปกองถ่าย จะเหมือนทุกคนเป็นบ้า เพราะยืนพูดคนเดียว (กำลังท่องบทอยู่)
ถ้าชอบจริงๆ แนะนำว่าให้ดูคลิปที่ชื่อว่า The Newsroom inside the episode จะเป็นคอมเม้นท์ของ Sorkin ที่พูดถึงแต่ละตอนว่าเป็นยังไง
คำวิจารณ์จากเมืองนอก ในความเห็นเราที่อ่านบทวิจารณ์ทุกตอน จะรู้ึสึกขัดใจ คือส่วนมากเค้าจะบอกว่า มันเกินจริง มันไม่สมจริง มันอย่างงู้นอย่างงี้ คุณพี่หาเรื่องติกันทุกตอน -*-
อ้อ เรื่องที่ติมากๆอย่างเห็นได้ชัดคือ การทำให้แคเรคเตอร์ของตัวละครหญิงดูงี่เง่า (เ่อ่อ เราก็ว่าจริง เพราะทั้ง MacKenzie ทั้ง Maggie ดูแย่จริงๆ ช่วงต้นๆ มี Sloan รอดอยู่คนเดียว)
Saturday, December 17, 2011
Homeland
เพิ่งดูจบไม่ไหวล่ะ ขอระบายความอัดอั้นตันใจหน่อย
แรกสุด ทำไมเพิ่งมารู้จักเรื่องนี้ มันสุดยอดของสุดยอดจริงๆ สนุกโคตรๆ
สอง รอเช้าวันจันทร์ไม่ไหวแระ เมื่อไหร่จะถึง ตอนสุดท้ายเนี่ย
เรื่องย่อ
Homeland เป็นเรื่องของ Carrie Mathison เป็น CIA ที่เคยไปทำงานที่อิรัก แล้วได้ข่าวจากสายข่าวว่า the prisoner return ประมาณว่า มีทหารอเมริกันสองคนโดนจับตัวไป โดยที่ไม่มีใครรู้ชะตากรรม
8 ปี ผ่านไป ทหารอเมริกันสามารถเข้าไปทำลายแหล่งซ่องสุมกำลังของกองกำลังก่อการร้ายได้ ก็เจอหนึ่งในทหารสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่
ชื่อว่า Seg. Nicholas Brody ตอนที่Brody ได้รับการช่วยเหลือออกมา ก็ขอให้ติดต่อกับภรรยาเป็นอย่างแรก ตอนที่ Jessica ได้รับโทรศัพท์ เธอกำลังกิ๊กอยู่กะ Mike ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Brody (หุหุ) เล่าข้ามไปดีกว่า
มาถึงฝ่าย CIA Carrie เมื่อได้ยินข่าวเรื่องทหารที่โดนจับกุมไปเมื่อ 8 ปีก่อน ยังมีชีวิตรอดกลับมา ก็บอกกะหัวหน้าคือ Soul ว่า มันแปลกๆ เพราะปกติแล้วเชลย มักจะไม่รอดตั้งแต่ไม่ถึงเดือน เพราะถ้าคนที่จับตัวไป หาข่าว หรือหาประโยชน์จากตัวประกันไม่ได้แล้วล่ะก็ ต้องฆ่าทิ้งทั้งนั้น ไม่ปล่อยไว้จนมีชีวิตรอดมาถึง 8 ปีหรอก มันแปลกๆ ประกอบกับสายข่าวของ Carrie ที่บอกว่า กำลังจะมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น และครั้งนี้จะใหญ่มาก
Carrie จึงจัดการไปลอบติดกล้องวงจรปิดที่บ้านของ Seg.Brody ทุกจุด เว้นแต่ในโรงรถที่ไม่ได้ติดไว้ แล้วก็ตามติดดูว่า Brody จะทำอะไร
จากนั้นเรื่องต่างๆก็เริ่มเปิดเผยขึ้นมา จากการนำจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นมาปะติดปะต่อกัน จนถึงตอนจบในที่สุด
วันจันทร์นี้แล้ว รอไม่ไหวแว้วววววววววววววววววววววววว
คำศัพท์เด่นๆที่มาจากเรื่องนี้
CIA คำนี้คุ้นแน่ๆ เพราะมีหนังเกี่ยวกับ CIA เยอะ คำว่า CIA ย่อมาจาก Central Intelligent Agency เป็นหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา มีสายทำงานทั้งที่เปิดเผย และในทางลับ แทรกซึมอยู่ทั่วโลก (ไม่รู้ว่า ในเกาหลีเหนือจะมี CIA มั่งป่าว :D )
Terrorist ผู้ก่อการร้าย ต้องได้ยินกันบ่อยๆแน่ๆ (ได้ยินครั้งแรกมาจากเกมส์ Counter-Strike ที่มันแบ่งเป็นสองฝ่าย มีฝ่าย Terrorist แน่ๆฝ่ายนึง อีกฝ่ายในเกมส์มันเรียกอะไรหว่า ลืม!!!)
Interrogate การสอบปากคำ
Bipolar เป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ที่อารมณ์จะขึ้นๆลงๆ
Bomb ระเบิด
Sniper หน่วยพลซุ่มยิง
Sunday, December 11, 2011
Blue Bloods
แต่ก็ไล่ดูจนมาทันที่กำลังฉายอยู่ :)
Blue Bloods เป็นเรื่องราวของครอบครัวตำรวจครอบครัวหนึ่ง ที่เหมือนเป็นประเพณีของบ้านนี้ที่ผู้ชายจะต้องเป็นตำรวจ
Francis Reagan เป็น Police Commissioner เป็นลูกชายของ Henry Reagan อดีต Police Commissioner ที่เกษีียณแล้ว
Frank มีลูกทั้งหมด 4 คน
Danny Reagan ลูกชายคนโต เป็นตำรวจ Danny มีภรรยาคือ Linda มีลูกชายสองคน (ยังเด็กอยู่)
Erin Reagan Boyle ลูกสาวคนเดียว เป็นอัยการ (D.A.) แอริน หย่าและมีลูกสาว 1 คน Nicky กำลังเป็นวัยรุ่นเลย
Joe Reagan ตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ (เป็นตำรวจ)
และคนสุดท้องคือ Jamie Reagan เจมี่ สอบเข้า Law School ของ Harvard U. ได้ แต่ก็ไม่ชอบ และขอมาเป็นตำรวจเหมือนผู้ชายทุกคนในบ้าน
เรื่องราวของซีรี่ย์ดำเนินไประหว่างการทำงานของแต่ละคน
Frank ที่เป็น Police Commissioner ก็ต้องดีลระหว่างการเมืองและตำรวจ เพราะตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งที่ Mr.Mayer จะต้องเป็นคนเลือก และตำแหน่ง Mr.Mayer ก็เป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเข้ามา
Frank เป็นผู้ชายที่ดีทุกอย่าง ทุกหน้าที่ของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่ีดี เป็นพ่อที่ดี เป็นลูกที่ดี เป็นคุณปู่ที่ดี คือดูแล้วรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้perfect มากอ่ะ
มีอยู่ตอนนึง แม่บ้านที่ออฟฟิตทำแก้วแตก แล้วแฟรงค์ก็เข้าไปถามไถ่ด้วยความห่วงใย ว่ามีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า แม่บ้านก็ตอนว่า ลูกชายคนเล็กโดนจับ แต่เค้าไม่ได้ทำผิดอะไร แฟรงค์ก็ตอบว่า นั่นมันอยู่นอกเหนือจากหน้าที่ของเค้า คือเค้าจะเข้าไปแทรกแซงการสืบสวนน่ะไม่ได้ ตัวแม่บ้านก็ดีนะ แม่บ้านก็บอกว่า Commissioner ดิฉันผิดไปแล้วที่พูดเรื่องนี้ (คือไม่ได้ต้องการให้ Commissioner เข้ามาแทรกแซงการสืบสวนด้วย)แต่แฟรงค์ก็เข้าไปช่วยอยู่ดี โดยเรียก Detective ที่เป็นคนดูแลคดีนี้ให้ช่วยดูแลหน่อย ประมาณว่า อย่าให้เกิดความผิดพลาดในการจับคนร้ายขึ้นมาเลย ซึ่งตอนหลัง Detective ก็ตอบว่า ไปดูรายละเอียดเวลาที่เกิดเหตุตอนนั้นตัวลูกชายยังอยู่บนรถไฟ แปลว่าเค้ามี alibi ก็แปลว่าเค้าไม่ได้ทำ เรื่องก็จบลงด้วยดี
หรือหน้าที่คุณตา ตอนที่Nicky มีปากเสียงกะแม่ (Erin) แฟรงค์ก็เข้าไปพูดให้นิกกี้อย่าเข้าใจแม่ผิด
คือดูแล้วน่ารักอ่ะ
ขนาดจะไปงาน ยังนั่งขัดรองเท้าเองเลย :)
เกร็ดจากเรื่องนี้เล็กน้อย เรตติ้งดีมาก ดีสุดๆ ปลื้ม เพราะว่า คงจะได้ดูกันอีกนาน.. :)
ปิดท้ายด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษจากเรื่องนี้
Police Commissioner เป็นตำแหน่งสูงสุดของ Police Department(สำนักงานตำรวจ)ภาษาไทย ก็น่าจะเทียบได้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ด้วยความที่อเมริกามีการปกครองแบบ สหรัฐ คือมีหลายๆรัฐแต่ละรัฐมีรัฐบาลเป็นของตัวเอง ก็เทียบได้กับว่า เป็นผู้บัญชาการตำรวจสูงสุดของรัฐนิวยอร์ก
Mr.Mayer เป็นตำแหน่งนายกเทศมนตรี มีวาระ เมื่อครบวาระต้องเลือกตั้งใหม่ เป็นหนึ่งในตำแหน่งทางการเมืองล่ะ (ถ้าพูดเรื่องนี้ล่ะก็ยาว..)
Detective ถ้าแปลตามตัวคือ นักสืบ ในที่นี้หมายถึงตำแหน่งของตำรวจที่ทำหน้าที่สืบสวน ที่เราจะเห็นได้จากในหนังกันบ่อยๆ เป็นตำรวจที่ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ มีคู่หูที่ออกไปสืบสวนหาหลักฐานเพื่อนำฟ้องผู้ต้องสงสัยต่อไป
D.A. ย่อมาจาก District Attorney แปลเป็นไทยว่า อัยการ อัยการคือทนายของรัฐ ที่จะเป็นผู้รับเรื่องจาก Detective มาอีกที ว่ามีหลักฐานพอที่จะฟ้อง หรือไม่ฟ้องคนร้าย
Law School แปลตามตัวคือโรงเรียนกฎหมาย แต่ในความหมายของไทย ก็คือคณะนิติศาสตร์ ถ้าใครเข้า Law School ของ Harvard ได้ ก็ต้องบอกว่าการันตีอนาคตได้เลยว่ารวยแน่
เด็กเมกันทุกคนใฝ่ฝันจะเป็นทนาย เพราะประเทศนี้ มีอะไรนิดเดียวก็ฟ้องแหลก ดังนั้น ทนายเก่งๆ ก็จะถูกจับจองตัวไว้หมดล่ะ รายได้ก็สูงลิบลิ่ว
Alibi เป็นศัพท์ทางกฎหมาย ที่ไม่รู้ว่า คำไทยมันจะแปลว่าอะไร ยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ เช่น มีการปล้นกันเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.00 น. แล้วพยานที่เห็นเหตุการณ์ก็บอกรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ว่าหน้าตาเป็นยังไง Detective ก็มีหน้าที่ไปตามจับคนร้ายมา สมมติไปจับมาได้คนนึง แต่คนร้ายมี alibi ยืนยันได้ว่า เมื่อเวลา 20.00 น. เค้ากำลังนั่งอยู่บนรถไฟ มีกล้องวงจรปิดยืนยันได้ว่า เค้าขึ้นรถไฟจริง นี่แหละคำว่า alibi
Patrol คือตำรวจที่เป็นหน่วยลาดตระเวณ ในเรื่อง Jamie เป็น Patrol police ที่ต้องมีคู่หูขับรถตำรวจ คอยตรวจตราความเรียบร้อย เป็นจุดๆ แล้วแต่ว่า วันนั้นๆจะต้องไปประจำตรงจุดไหน หน่วยนี้ จะมีวิทยุที่คอยฟังจากส่วนกลาง ใครใกล้ตรงไหน ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น ก็ต้องไปให้จุดเกิดเหตุให้ไวที่สุด
Subscribe to:
Posts (Atom)


