Sunday, April 8, 2012

เวิ่นเว้อถึง Adele ....

ได้ดูคอนเสิร์ต Adele คอนนี้


ทำเอาเวิ่นเว้อ ฟังแต่เพลง Adele คอนก็ดูเกือบจะสองรอบแล้ว

ก็ดูสัมภาษณ์อีก รายการ 60 minutes ดีมากอ่ะ น่าัรักดี


แต่... ตอนแรกที่ดูคอน ตอนร้องเพลงก็ไม่มีอะไร แต่พอเอ่ยปากพูดทักทายเท่านั้นแหละ
เอ่อ คนอังกฤษเหรอ เห็นพัดกะหมวกลอยมาแต่ไกล

พอดูสัมภาษณ์ถึงรู้ว่า ชีมาจาก North London เอ่อ ไม่ค่อยถูกกะสำเนียงอังกฤษ ฟังไม่ค่อยออก

เวลาดูซีรี่ย์ที่พูดสำเนียงอังกฤษทีไร ต้องเรียกหาซับทุกที ไม่งั้นไม่รอด

พอดู Adele ช่วงที่พูดรัวๆ นี่เอ่อ

"อย่ารัวได้ไหมหนู สำเนียงหนูก็ผู้ดีมากมาย แต่ฟังม่ายออก"

อยากรู้ว่า สำเนียงอังกฤษกะสำเนียงเมกันต่างกันยังไง ลองดูคลิป 60 minutes แล้วฟังความแตกต่างของสำเนียงระหว่าง พิธีกร กะ Adele จะรู้ว่า สำเนียงเมกันมันฟังง่ายมากเลย

Friday, March 30, 2012

พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงและขยายความ) ย่อให้เหลือน้อยที่สุด

พุทธธรรม คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดง 
ต้องเข้าใจก่อนว่า พระพุทธเจ้า ท่านเป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี่แหละ เพียงแต่ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยมีคนพูดถึงมาก่อน ท่านจึงเอามาเผยแผ่สอนพวกเรา
ดังนั้น พระพุทธเจ้า ท่านไม่ใช่พระเจ้าเหมือนกับศาสนาอื่นนะ

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจเรื่องแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ก่อน
ทางวิทยาศาสตร์บอกไว้ว่า โมเดลหรือแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นความจริง คือต้องเป็นความจริงตลอด ไม่ว่าจะใส่อะไรลงไปก็ตาม 
เอาง่ายๆ ถ้าจุดไฟ มันต้องร้อน ไฟไม่มีทางเย็น แบบนั้นเป็นต้น

มาถึงแบบจำลอง หรือโมเดลที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้

ท่านบอกว่า "ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่เที่ยง" 

ลองมาทำความเข้าใจประโยคนี้ดู

ว่าทุกอย่างในโลกนี้ หาความเที่ยงเจอรึเปล่า ทุกสิ่งบนโลกนี้ มันไม่เที่ยงคือความจริงแท้แน่นอน

ดังนั้น เมื่อ "สิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี" "สิ่งนั้นไม่มี สิ่งนี้จริงไม่มี"

การกระทำอย่างหนึ่ง ย่อมส่งผลต่ออย่างอื่นเสมอ 

ดังนั้นแล้ว โลกนี้ ทุกอย่างก็หมุนวนกันไป เหมือนฟันเฟืองที่เชื่อมหากัน มีเหตุ หรืออะไรเกิดขึ้นก็ตาม ย่อมมีผลตามมา เป็นความจริงแท้เสมอ

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนเป็น คือความยึดติด 

เรายึดติดกับทุกอย่าง ทั้งสิ่งภายนอก ยึดติดยี่ห้อ ยึดติดภาพลักษณ์ ยึดติดว่าทุกอย่างเป็นของเรา

หรือยึดติดว่า นี่คือเรา นี่คือเธอ นี่คือเขา

พระพุทธเจ้า ท่านจึงตรัสว่า "ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันไม่เที่ยง ทำไมคนเราจึงไปยึดติดมันล่ะ?" 

ท่านพยายามสอนให้เรา ค่อยๆลด ละ เลิก ความยึดติดของเรา

นั่นล่ะคือทางดับทุกข์ที่แท้จริง

เพราะสิ่งที่เราพยายามยึดติด หรือถือมันไว้อยู่ วันนี้มันยังมี มันยังอยู่ มันยังให้เรายึดติด เกาะมันได้
พอพรุ่งนี้สิ่งที่เรายึดมันไว้ มันหายไป มันจากไป มันเสื่อมไป มันสลายไป เราก็เสียใจ

เมื่อเราเสียใจ เราก็ทุกข์

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำ คือเราต้องพยายาม ลด ละ เลิก การยึดติดสิ่งทั้งหลายซะ

ลองมาฟังตัวอย่างง่ายๆ ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แล้วถามตัวเองว่า เราทำมันได้รึเปล่า

มีอยู่วันหนึ่ง ถ้าจำได้ วันนั้นไปวัดใจ เพราะมีรองสังฆราช มาหาหลวงปู่

เราเห็นหลวงปู่ ท่านก็อายุมาก แต่ท่านมีพรรษาน้อยกว่า รองสังฆราชองค์นั้น

ในทางสงฆ์แล้ว จะไม่นับอายุ แต่จะดูที่พรรษาที่บวช คนที่พรรษาน้อยกว่า ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมากก็ตาม ต้องทำความเคารพ คนที่พรรษามากกว่า

ซึ่งตรงนี้ พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติขึ้นมา เพื่อเป็นกุศโลบาย ให้พระสงฆ์เร่งบำเพ็ญเพียร เพราะถ้าพรรษามากกว่าแต่ยังบำเพ็ญเพียรไม่ถึงไหน ต้องให้คนที่พรรษาน้อยกว่ามาเคารพ ซึ่งสงฆ์ที่พรรษาน้อยกว่าท่านนั้น อาจจะก้าวหน้าไปกว่ามากแล้ว

ส่วนสงฆ์ที่พรรษาน้อยกว่า ถึงจะอายุเยอะกว่าสงฆ์ที่พรรษามากกว่า แต่ก็ต้องทำความเคารพ ก็เพื่อลดอัตตา (หรืออีโก้ในภาษาอังกฤษ) ลงนี่ล่ะ

วันนั้น ก็เห็นหลวงปู่ กราบท่านรองสังฆราชท่านนั้น อย่างงดงาม และไม่มีติดสงสัย ว่าท่านอาจจะก้าวหน้ากว่า หรืออายุมากกว่าก็ตาม

กลับมาสู่คำถาม

ถ้าให้คุณ กราบรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่าเป็นสิบปี โดยไม่มีแม้แต่เสี้ยวของความติดใจสงสัย ว่าทำไมเราต้องทำความเคารพคนที่อายุน้อยกว่านั้น คุณจะทำได้รึเปล่า?

อันนั้นเป็นอะไรที่เหมือนจะง่าย แต่...บอกตามตรงว่าทำไม่ได้จริงๆ เพราะยังมีอัตตาอยู่มากจริงๆ

Monday, February 13, 2012

เจ้ากรรมนายเวร...ไม่มี!!!!


เพิ่งอ่านเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ความโง่ของข้าพเจ้าทะลุแล้ว

เคยเข้าใจว่า เราเป็นเจ้ากรรมนายเวรของคนอื่น และคนอื่นก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรเราเช่นกัน ซึ่งมันเป็นความเข้าใจที่ผิด!!!

จากบทความที่อ่าน อธิบายได้เห็นภาพชัดเจนมาก

ยกตัวอย่างเรื่องของเมียหลวง เมียน้อย

ว่าตอนเมียน้อยท้อง เมียหลวงก็เอายาพิษให้กิน เพื่อให้แท้ง พอท้องอีกก็เอาให้กินอีก เมียน้อยแท้งไปสองครั้งสองครา แล้วก็ผูกพยาบาท

ในชาติต่อมา เมียน้อยได้ไปเกิดเป็นแมว ส่วนเมียหลวง เกิดเป็นไก่ ซึ่งทั้งสองก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

ซึ่งไก่ในบ้านนั้นเวลาออกไข่ทีไร แมวต้องเอาไข่ไก่ไปกินทุกที ไข่ไม่เคยได้ฟัก

คำถามคือว่า แมวตัวนั้น มันจำได้มั๊ย ว่าอดีตชาติ มันเคยเกิดเป็นเมียน้อยและโดนเมียหลวงทำให้แท้ง
คำตอบคือ แมวมันจำไม่ได้ ไก่ก็เช่นกัน มันก็จำไม่ได้หรอกว่ามันเคยเป็นเมียหลวงมาก่อน

คำถามข้อต่อมา แล้วกรรมที่แมวมันไปกินไข่ไก่ ตกเป็นของใคร
คำตอบ กรรมนั้นก็ต้องเป็นของแมวสิ เพราะแมวมันกินไข่ มันไม่ได้กินไข่ เพราะมันจำได้ว่ามันเคยถูกทำให้แท้งลูกในชาติก่อน

ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุด ทีเราต้องทำคือ เราต้องแผ่เมตตา เมตตาต่อทุกคนที่เข้ามาในชีวิต 


เร่งทำกุศลกรรมเถอะ คิดดีทำดี มันไม่ได้ดีต่อใคร แต่มันดีต่อตัวเราเอง 

Sunday, February 5, 2012

Zen Everyday#9 เซนไม่ใช่เซียน

การเจริญสติในชีวิตประจำวัน เป็นผลดีต่อเราในแง่การทำสมาธิ มีสติ ดีทั้งต่อการเรียนและการทำงาน
ทำงานก็ไม่หลงลืม ขาดตกบกพร่อง เวลาเรียน ก็จะมีสมาธิ พร้อมที่จะเข้าใจและรับความรู้ใหม่ๆ

สิ่งที่ได้หลังจากการเจริญสติ นอกจาก หัวสมองที่โปร่ง โล่ง พร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ แล้ว

ยังมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายเสริมมาให้เราด้วย  ซึ่งในทางผู้ปฏิบัติจะเรียกว่า "นิมิตร" 

นิมิตร มีทั้งมาในฝัน หรือในสมาธิ นิมิตรบางทีก็เห็นในเรื่องเหลือเชื่อ เช่น อดีตชาติ ซึ่งไม่มีีใครสามารถบอกได้ว่า นิมิตรนั้นจริงหรือลวง 

ดังนั้นแล้ว เมื่อเราได้สัมผัสนิมิตร เราไม่ควรไปสนใจมัน มันจะทำให้เราหลง เราปฏิบัติกันไปผิดทาง

ถ้ามีนิมิตรมา ก็แค่กำหนดจิตรู้ แล้วไม่ต้องไปสนใจ ปฏิบัติของเราต่อไป

เพราะเซน คือการกำหนดรู้ความว่างเปล่า เซนไม่ใช่การฝึกเพื่อไปเป็นเซียน เราจะหลงผิดได้

Thursday, February 2, 2012

Zen Everyday#8 A Better Person

จากหนังสือเซนที่อ่าน มีบอกอยู่ตอนนึงว่า "สำหรับผู้ที่ฝึกเซน จะกลายเป็นที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น อ่อนโยนขึ้น ใจดีขึ้น"

ตอนอ่านก็นึกๆ มัีนจะเป็นไปได้ยังไง

ตอนนี้ได้คำตอบกับตัวเองแล้ว  ..."มันเป็นไปได้จริง" 

มันเกิดกับตัวเอง เป็นโดยธรรมชาติ แบบที่เราไม่รู้สึกว่า "เราต้องทำ" แต่มันรู้สึกไปเอง ว่าเราจะทำ

งงมั๊ย?

คือไม่รู้สึกว่า เราต้องฝืนเป็นคนดี หรือต้องฝืนเป็นคนเข้าใจผู้อื่น

แต่เราจะเป็นไปเองโดยธรรมชาติ จากข้างใน โดยที่ถ้าไม่สังเกต เราก็ไม่รู้ตัว

แต่พอสังเกตตัวเองแบบเงียบๆ จะรู้ว่า มันเปลี่ยนได้จริง


Monday, January 30, 2012

Zen Everyday#7 วิถีแห่งเซน

เซนเป็นแขนงหนึ่งของศาสนาพุทธ
เซนเป็นแค่นิกาย สิ่งหนึ่งที่เซนต่างจากศาสนาพุทธก็คือ

เซนไม่เคยบอกว่า ห้ามทำอะไร หรือ ต้องทำอะไร 

เซนบอกอย่างเดียวว่า มองทุกอย่างให้เป็นความว่างเปล่าเข้าไว้ 

บอกวิธี ว่าเราต้องทำอย่างไร ถึงจะมองเห็นความว่างเปล่านั้น

ตอนอ่านเจอจุดนี้ ก็สงสัย แล้วเซนจะช่วยพัฒนาจิตใจได้อย่างไร?

วันนี้ หลังจากพยายามตั้งสติ เรียกสติกลับคืนมา

ก็ค้นพบว่า การอยู่กับปัจจุบันขณะ นั่นคือการกำจัดกิเลสออกไปทางอ้อมนั่นเอง

ลองยกตัวอย่างดูนะ

หุ้นที่คุณซื้อไว้ จู่ๆก็ขึ้น ได้กำไรมหาศาล สองสามเท่า

ถ้าคุณมัวแต่เอาใจไปผูกไว้กะหุ้น 


"อ่า หุ้นขึ้นแล้ว ขายทำกำไร เอาเงินไปซื้อไรดีน้าาาาาาาาาาาาาา" คุณเอาแต่คิดแบบนี้ตลอดเวลา 


แล้วผลที่ได้ก็คือ กิเลสก็ครอบงำคุณ 

กลับกัน ถ้าคุณอยู่กะปัจจุบันขณะ

มองแค่ปัจจุบัน และตั้งสติจดจ่ออยู่กะปัจจุบัน 
โดยที่สมองของคุณ ไม่มีวอกแว่กไปคิดเรื่องใดๆเลย 


กิเลส มันก็ไม่มา เพราะคุณไม่เห็นอะไรอย่างอื่น นอกจากวินาทีนี้ ปัจจุบันนี้เท่านั้น 

นี่ก็น่าจะเป็นกุศโลบายอย่างนึงของเซนกระมัง ที่ทำให้เราค่อยๆ ลด ละ เลิก จากความอยากทั้งปวง

อยากรู้ว่าจริงหรือเปล่า ลองหาหลักยึด และตั้งสติอยู่กะปัจจุบันดู ...

Zen Everyday#6 ตั้งหลัก

คนเรามีจุดอ่อนกันทุกคน
ปกติ ก็ตั้งสติกันได้ดี มีสมาธิจดจ่อ
แต่พอโดนจี้จุดอ่อนเข้าครั้งใด มันก็ออกอาการเป๋กันได้ทุกคน

เร็วๆนี้ก็เจอเหมือนกัน เป็นจุดอ่อนที่สุดเลยก็ว่าได้
พอโดนจี้เข้าให้ เสียหลัก ถอยรูด ไอ้ที่เคยทำได้ดี
กำจัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปได้ดี
กลับเป็นว่า ต้องไปตั้งต้นกันใหม่
ไอ้ที่ทำๆ สะสมไว้ตั้งหลายวัน มันก็กระจายไปหมดแล้ว

เปรียบให้เห็นภาพ ก็ให้นึกภาพคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น 
ก็ตีเท้าเกาะโฟมไปเรื่อยๆ 
เจอคลื่นใหญ่ซัดเข้ามา มือที่เกาะโฟมไว้ มันก็หลุด 
ต้องเสียเวลาแหวกว่ายซะจนเหนื่อย กว่าจะหาหลักเจอ 

วันนี้ดีขึ้นแล้ว เจอหลักแล้ว เกาะมันไว้ซะแน่นเลย

ไม่อยากตะกายน้ำ คว้าหลักอีก มันเหนื่อย ....